• dr. pimkhwan

LADY 4.0 by Dr. Pimkhwan - มะเร็งปากมดลูก...กันไว้ดีกว่าแก้

โดย ดร. พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ตีพิมพ์ใน "นิตยสาร HEALTH News” ปีที่ 4 ฉบับที่ 39 (วางจำหน่ายวันที่ 11 ธันวาคม 2561)

นอกจากมะเร็งเต้านมที่รองอันดับมะเร็งที่ผู้หญิงเป็นมากที่สุดแล้ว ยังมีมะเร็งอีกชนิดหนึ่งที่ถือพบมากในผู้หญิง ก็คือมะเร็งปากมดลูก มะเร็งร้ายที่รักษายากและโอกาสหายยาก หากปล่อยไว้ให้อยู่ในระยะที่เป็นมากแล้ว ซึ่งช่วงอายุที่เสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูกจะอยู่ในช่วง 30-50 ปี แต่จริงๆแล้วผู้ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีก็มีโอกาสเป็นได้แล้วเหมือนกันค่ะ ซึ่งสาเหตุหลักๆของมะเร็งปากมดลูกจะเกิดจากเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งมีเป็น 100 สายพันธุ์เลย แต่ส่วนใหญ่จะไม่ทำให้เกิดอันตรายนะคะ ซึ่งปกติแล้วบางสายพันธุ์ร่างกายสามารถกำจัดได้ แต่สายพันธุ์ที่ต้องระวังคือสายพันธุ์ HPV16 และ HPV18 ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์หลักๆที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกค่ะ



อาการของมะเร็งปากมดลูกในช่วงระยะเริ่มแรกจะไม่แสดงอาการออกมาให้เราได้รับรู้ถึงความรู้สึกความผิดปกติของร่างกายเลยค่ะ กว่าอาการจะแสดงออกมาก็อยู่ในระยะรุนแรงแล้ว หากร่างกายแสดงอาการผิดปกติ เช่น ท้องผูก มีเลือดออกตอนปัสสาวะ หรืออั้นปัสสาวะไม่อยู่ ตกขาวมีกลิ่นเห็น รู้สึกปวดกระดูก ก็แนะนำให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วนเลยนะคะ ซึ่งกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ HPV นั้น จะอยู่ในกลุ่มคนที่มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย ผู้ที่เปลี่ยนคู่นอนหลายคน จะค่อนข้างมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากจริงๆแล้ว เชื้อ HPV นั้นไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการใส่ถุงยาง 100% ถึงแม้เราจะแนะนำโดยการใส่ถุงยางแล้ว แต่เชื้อ HPV สามารถติดต่อได้โดยสัมผัสอวัยวะเพศได้เหมือนกันค่ะ หรือกลุ่มผู้ที่สูบบุหรี่ หรือแม้แต่การนอนข้างผู้ที่สูบบุหรี่จัดก็เสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูกกว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่มากกว่า 2 เท่า เพราะสารพิษที่อยู่ในบุหรี่จะทำให้ DNA ในบริเวณปากมดลูกเปลี่ยนแปลงกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ค่ะ ซึ่งนอกจากนี้ ผู้ที่กินยาคุมกำเนิดมานาน ผู้ที่มีบุตรยาก ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอภูมิต้านทานต่ำ ก็เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้เหมือนกันค่ะ


การตรวจหามะเร็งปากมดลูก เราสามารถได้โดยการตรวจแปปสเมียร์ (Pear หรือ Pap Test) โดยเป็นการตรวจวิธีใช้เครื่องมือสอดผ่าช่องคลอดเพื่อไปเก็บเซลล์ที่บริเวณปากมดลุกเพื่อตรวจหาเซลล์ที่ผิดปกติที่สามารถพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้ ตาการตรวจนี้ก็มักจะเป็นวิธีผู้หญิงส่วนใหญ่ปฏิเสธเพราะมักจะเขินอายคุณหมอที่มาตรวจ ซึ่งจริงๆแล้วเราสามารถรับวัคซีนป้องกันได้ตั้งแต่เนินๆ ซึ่งการฉีดวัคซีนในช่วงอายุ 9-25 ปีนั้น เป็นช่วงที่เหมาะสมมากที่สุด และการมาฉีดวัคซีนก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก จะทำให้วัคซีนเห็นผลมากที่สุดนะคะ เพราะร่างกายสามารถนำไปสร้างภูมิต้านทานได้ เพราะหากไปฉีดวัคซีนหลังมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว โอกาสสูงที่วัคซีนจะไม่เห็นผลได้ค่ะ


ดู 0 ครั้ง

ไม่พลาดทุกการติดต่อ

สะดวกช่องทางไหน ติดต่อช่องทางนั้นได้เลยคะ

  • White YouTube Icon
  • White Instagram Icon
  • White Facebook Icon
อยากรู้ หรืออยากบอกอะไร

© 2019 by Lifestyle by Dr. Pimkhwan